Get Adobe Flash player

เว็บลิงค์

นปข.รำลึก

>> ร่องรอย ?

.......................................................................................

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ โลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็น การแบ่งขั้วมหาอำนาจออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายโลกเสรี และฝ่ายคอมมิวนิสต์ ในฝ่ายโลกเสรีที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ ประเทศไทยก็ประกาศตัวโดยเปิดเผยว่าอยู่ในฝ่ายของโลกเสรีมาโดยตลอด ส่วนฝ่ายคอมมิวนิสต์มีแกนนำจาก ๒ ค่ายใหญ่ คือ คอมมิวนิสต์แนวปักกิ่ง และแนวมอสโค ซึ่งทั้งสองค่าย มีแนวทางในการสนับสนุนผู้ร่วมอุดมการณ์คอมมิวนิสต์เช่นเดียวกัน

อิทธิพลของคอมมิวนิสต์ ได้แผ่ขยายเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอินโดจีน โดยดำเนินยุทธวิธีสงครามกองโจรในทุกรูปแบบ รวมทั้งการแทรกซึม บ่อนทำลายเพื่อแบ่งแยก และยึดครองตามแนวยุทธศาสตร์ของคอมมิวนิสต์ ประเทศไทย ถือเป็นเป้าหมายในแนวยุทธศาสตร์นี้ ด้วย อิทธิพลของคอมมิวนิสต์จึงเริ่มแผ่ขยายผ่านประเทศเพื่อนบ้าน คือ ประเทศลาว (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว - สปป.ลาว ในปัจจุบัน) มุ่งเข้ายึดพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งมีเขตแดนติดต่อกับประเทศลาว เป็นระยะทางยาวกว่า ๙๐๐ กม. และมีเพียงแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นเขตแดน

จากอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ที่แทรกซึมข้ามลำแม่น้ำโขง เข้าสู่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่ขยายมากขึ้นเป็นลำดับ จึงทำให้รัฐบาลไทยเกิดแนวความคิดในการเฝ้าตรวจ และป้องกันการแทรกซึมตามแนวชายแดนไทย ด้านแม่น้ำโขงขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี ๒๕๐๔ โดยได้รับความร่วมมือจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เสนอให้ทดลองใช้เรือระบายพล ลาดตระเวนในแม่น้ำโขง แต่หลังจากที่ได้มีการประชุมร่วมกันแล้วเห็นว่า เรือระบายพลดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะใช้ในลำแม่น้ำโขง เพราะกระแสน้ำแรงมากทำให้โครงการนี้ยุติลง

หลังจาก วันเสียงปืนแตก เมื่อ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ ฝ่ายเราสามารถพิสูจน์ทราบได้ว่า ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้รับการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ และการฝึก จากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศลาว และส่งผ่านแม่น้ำโขง เข้ามายังประเทศไทย โดยอาศัยปัจจัยเอื้ออำนวย ในด้านของลักษณะภูมิประเทศ และความสัมพันธ์ของประชาชน ที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำโขงทั้งสองฝั่งเป็นสิ่งเกื้อกูล

เพื่อสกัดกั้นการแทรกซึมทั้งด้านกำลังพล และอาวุธยุทโธปกรณ์ ผ่านทางลำแม่น้ำโขง จึงได้มีการขอกำลังจากกองทัพเรือ มาปฏิบัติการในลำแม่น้ำโขง แต่เนื่องจากในขณะนั้นกองทัพเรือยังไม่พร้อม รัฐบาลจึงได้ส่งกำลังตำรวจน้ำเข้ามาปฏิบัติการแทน แต่ปรากฏว่าไม่บรรลุผลสำเร็จ

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ รัฐบาลได้มอบหมายให้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด ร่วมกับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แห่งคาลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมิกา ทำการศึกษาวิจัยหาระบบเฝ้าตรวจ และควบคุมชายแดนตามลำแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการแทรกซึม จากนอกประเทศตามลำแม่น้ำโขง ผลการวิจัยได้ข้อยุติว่า จะต้องมีหน่วยเฉพาะกิจ มาปฏิบัติการป้องกันการแทรกซึมตามลำแม่น้ำโขง โดยขึ้นการควบคุมทางยุทธการกับหน่วยกำลังทางบกในพื้นที่ ซึ่งรับผิดชอบในการป้องกันประเทศ และรักษาความมั่นคงภายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายหลังจากได้ข้อยุติดังกล่าวแล้ว รัฐบาลจึงได้ขอความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา เพื่อสนับสนุนเรือมาลาดตระเวน และตรวจการณ์ในลำน้ำโขง ซึ่งสหรัฐอเมริกาก็ได้มอบเรือตรวจการณ์ RPC. มาให้จำนวน ๖ ลำ

กำเหนิดหน่วยเฝ้าตรวจชายแดน

เมื่อสหรัฐอเมริกามอบเรือตรวจการณ์จำนวน ๖ ลำ ให้กับรัฐบาลไทยแล้ว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จึงได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นที่จังหวัดนครพนม ใช้ชื่อว่าหน่วยเฝ้าตรวจชายแดน หรือชื่อย่อว่า นฝด. (คำสั่ง กอ.ปค.ลับมาก ที่ ๘๒/๒๕๑๑ ลง ๑๒ มิ.ย.๒๕๑๑) โดยใช้สถานที่ของตำรวจตระเวนชายแดน (ริมแม่น้ำโขงบริเวณสามแยกถนน ที่จะเลี้ยวไปอำเภอธาตุพนม) เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวมีกำลังประกอบด้วย เรือตรวจการณ์ RPC จำนวน ๓ ลำ และกองทัพเรือได้จัดส่งกำลังพล นายทหารสัญญาบัตร และนายทหารประทวนไปประจำการ เป็นชุด ๆ ชุดละ ๑ ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ เป็นต้นมา

ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ การปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น มีการแทรกซึมตามลำแม่น้ำโขง ลักลอบส่งอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามา และลักลอบส่งคนออกไปฝึกอบรมนอกประเทศ เพื่อส่งกลับเข้ามาปฏิบัติการในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง และบ่อนทำลาย ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศเป็นอย่างยิ่ง สภากลาโหม จึงมีมติให้กองทัพเรือรับผิดชอบในการปฏิบัติการในลำแม่น้ำโขง และรวมไปถึงแม่น้ำสายสำคัญอื่น ๆ ในประเทศด้วย โดยกองบัญชาการทหารสูงสุด ได้ลงคำสั่ง (ลับมาก ที่ ๔๓๐/๒๕๑๒ เรื่อง การกำหนดหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติการตามลำน้ำ) ให้ส่วนราชการต่าง ๆ ไปดำเนินการต่อไป สรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเรือคือ ให้กองทัพเรือมีหน้าที่รับผิดชอบ
๑. ในการปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง และลำน้ำอื่น ๆ ภายในประเทศ
๒. พิจารณาจัดหน่วยกำลังปฏิบัติการตามลำน้ำโขง และลำน้ำอื่น ๆ ภายในประเทศ
๓. พิจารณาจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ เพื่อควบคุมการปฏิบัติการตามลำน้ำ ตามความเหมาะสม

หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง

งานที่มอบหมายให้กองทัพเรือปฏิบัติดังกล่าว เป็นงานที่เกี่ยวกับการป้องกัน และปราบปรามคอมมิวนิสต์ เป็นเป้าหมายสำคัญ ดังนั้น กองอำนวยการปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ (หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในในปัจจุบัน) จึงได้ประสานกับกองทัพเรือให้จัดตั้ง "หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง"หรือ นปข. ขึ้น (คำสั่ง กอ.ปค.ลับมาก ที่ ๒๖/๒๕๑๓ ลง ๒๔ เม.ย.๒๕๑๓) ขึ้นการควบคุมทางยุทธการกับ กอ.ปค.เขต ๓ (ทภ.๒ สน.), ศปก.ทบ. และ กอ.ปค. ตามลำดับ และให้ หน่วยเฝ้าตรวจชายแดน แปรสภาพเป็น หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงเขตนครพนม รวมทั้งให้หน่วยเรือต่าง ๆ ขึ้นการบังคับบัญชา ต่อ นปข. ตลอดจนให้กำหนดรายละเอียดของงานในหน้าที่รับผิดชอบของ นปข. ให้พร้อม
<<แรกเริ่มจัดตั้ง>>

เมื่อปรากฏภารกิจอันเด่นชัดเช่นนี้แล้ว กองทัพเรือจึงได้ จัดส่งเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง เข้าร่วมปฏิบัติงานกับ กอ.ปค. เพื่อก่อตั้ง หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดนี้ได้เดินทางมาถึง จังหวัดนครพนม เมื่อ ๑๗ ก.ค.๒๕๑๓ นับเป็นกำลังพลแรกเริ่มของ นปข. ประกอบด้วย นาวาเอก ดำรง เสขะนันท์ (ยศและตำแหน่ง และยศในขณะนั้น ) เป็น ผบ.นปข.คนแรก

การจัดตั้ง หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง ได้สำเร็จเสร็จเรียบร้อย และได้เริ่มปฏิบัติงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ได้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พ.ย.๒๕๑๓ ในกาลต่อมา จึงได้ยึดถือเอาวันนี้ เป็นวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย สืบต่อมาจนปัจจุบัน

<<=: สถานการณ์ภายหลังการจัดตั้งหน่วย :=>>

การปฏิบัติงานตามภารกิจของหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง ภายหลังการจัดตั้งหน่วย ในช่วง ปี ๒๕๑๓ - ๒๕๑๘ เป็นไปตามความมุ่งหมาย และจุดประสงค์ของ กอ.ปค.เป็นอย่างดี แต่หลังจากเดือน ส.ค.๒๕๑๘ เป็นต้นมา คอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะเหนือประเทศลาว และเปลี่ยนการปกครองของประเทศลาว ไปสู่การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ก่อตั้งเป็น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ทำให้การปฏิบัติภารกิจของหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง มีความยุ่งยาก และมีภัยคุกคามเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก เนื่องจากไม่สามารถเดินเรือในลำแม่น้ำโขง ได้โดยเสรีและฝ่าย สปป.ลาว ได้วางกำลังไว้ตลอดแนวแม่น้ำโขง เป็นเหตุให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่าง นปข. กับ กองทัพประชาชนลาว ( ทปล.) ขึ้นหลายครั้ง ประกอบกับการที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (สควน.) สามารถยึดครองกัมพูชาได้ในปี ๒๕๒๒ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ไทย -ลาว เสื่อมทรามลงไป

<<=: สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย :=>>

การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในระยะหลัง ๆ เริ่มประสบผลสำเร็จสามารถหยุดการขยายอิทธิพลของ ผกค.ลงได้ สืบเนื่องมาจาก รัฐบาลได้ใช้นโยบายทางการเมืองนำการทหาร (คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๕๒๓ และ ๖๖/๒๕๒๕) เป็นการรุกทางยุทธศาสตร์การเมือง จนเป็นผลสำเร็จ สามารถสลายกองกำลังติดอาวุธของ ผกค. ลงได้เกือบหมดสิ้นสถานการณ์การก่อการร้ายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เคยรุนแรง จึงเริ่มคลี่คลายลงเป็นอย่างมาก แต่จากการที่ สควน. ยังยึดครองประเทศกัมพูชา และ สปป.ลาว ได้เปลี่ยนไปเป็นประเทศในระบบคอมมิวนิสต์ จึงทำให้ยังคงมีความจำเป็น ที่จะต้องมีกำลังป้องกันและสกัดกั้นการแทรกซึมของ ผกค.ตามลำแม่น้ำโขงต่อไป
และ นปข. ก็ยังคงมีความจำเป็น ที่จะต้องเป็นหน่วยที่จะดำรงการปฏิบัติการเฝ้าตรวจ และระวังป้องกันชายแดนตลอดแนวแม่น้ำโขงต่อไป ทั้งนี้ ให้มีการปรับสายการบังคับบัญชา ของ นปข. ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น (คำสั่ง กอ.รมน.ภาค ๒/ทภ.๒ ลับมากที่ ๒๙/๒๕๒๙ ลง ๒๐ ม.ค.๒๙ )

โดยให้ นปข. ขึ้นการควบคุมทางยุทธการต่อ กอ.รมน.ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีอยู่ ๒ หน่วย คือ กอ.รมน.ภาค ๒ สย.๑ (รับผิดชอบอีสานเหนือ และ กอ.รมน.ภาค ๒ สย.๒ รับผิดชอบอีสานใต้) โดยสรุปคือ
๑. นปข.เขต น.ค. ,เขต น.พ. และ บก.นปข. ขึ้นการควบคุมทางยุทธการต่อ กอ.รมน.ภาค ๒ สย.๑ ส่วน นปข.เขต อ.บ. ขึ้นการควบคุมทางยุทธการต่อ กอ.รมน. ภาค ๒ สย.๒
๒. การปฏิบัติเป็นไปอย่างเดิม คือ มีภารกิจป้องกันและปราบปราม ผกค. เป็นหลัก

<<=:ปรับ นปข. เข้าสู่แผนป้องกันประเทศ :=>>

จากผลสำเร็จของการป้องกันชายแดนด้านริมแม่น้ำโขงซึ่ง นปข. สามารถปฏิบัติการสนับสนุนภารกิจของ ทภ.๒ ได้ด้วยความเรียบร้อยและป็นอย่างดียิ่ง กอ.รมน. จึงได้ปรับภารกิจของ นปข. ให้เหมาะสมกับสภาพเป็นจริงของภัยคุกคาม และเกิดประโยชน์มากที่สุด โดยมอบโอนงานของ นปข. จากภารกิจในสายงานต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ มาเป็นหน่วยในสายงานป้องกันประเทศในปี งป.๓๒ บก.ทหารสูงสุด จึงได้สั่งการให้ปรับ นปข.เข้าอยู่ในแผนป้องกันประเทศ ขึ้นการควบคุมทางยุทธการกับ ทบ. ตั้งแต่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๓ เป็นต้นไป (คำสั่ง บก.ทหารสูงสุด ลับมาก ที่ ๔๗๐/๓๑ ลง ๒๑ ก.ย.๓๑) และ ทบ. ได้มอบ นปข.ให้ ทภ.๒ ซึ่งเป็นหน่วยกำลังที่รับผิดชอบในภูมิภาคนี้อีกต่อหนึ่ง สรุปสาระสำคัญคือ
๑. ให้ ทภ.๒ รับมอบ นปข. มาขึ้นการควบคุมทางยุทธการ ในแผนงานป้องกันประเทศ ปี งป.๓๒ เป็นต้นไป
๒. มอบภารกิจ ในการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ ให้เป็นภารกิจรอง เพื่อสนับสนุนงานต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ ของ กอ.รมน. ต่อไปด้วย
๓. นปข. เป็นหน่วยเฉพาะกิจขึ้นตรงต่อ ทร.

<<ขยายพื้นที่ปฏิบัติการขึ้นสู่ภาคเหนือ>>

จากผลการปฏิบัติงานของ นปข.ที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ไว้วางใจ และเชื่อถือได้ ดังนั้น คณะกรรมการทหารสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงมีแนวความคิดที่จะให้ นปข. ขยายพื้นที่ปฏิบัติการไปยังจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีแม่น้ำโขงเส้นกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทย และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อีกเป็นระยะทาง ๘๙ กม. ในการนี้ ทภ.๓ ที่เป็นหน่วยรับผิดชอบในพื้นที่ดังกล่าว ได้เห็นถึงความจำเป็น จึงได้เสนอเรื่องถึง ศปก.ทบ. ให้มีการจัดตั้ง นปข.เขต เชียงราย ขึ้น และ ศปก.ทบ. ได้เสนอให้ ทร.จัดตั้ง นปข.เขตเชียงราย โดยให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่ ๑ ต.ค.๓๘ เป็นต้นมา

 





        mobile